พบอธิการบดี ฉบับที่ 3/2556 “ม.อ. กับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ”

ฉบับที่ 3/2556 “ม.อ. กับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ”

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาหลายท่านคงได้ยินข่าวว่าพระราชบัญญัติการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ผ่านสภานิติบัญญัติในวาระที่หนึ่งไปแล้ว กำลังรอเข้าวาระสองและสามในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลายคนอาจจะตั้งถามในใจว่า ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐกี่แห่งแล้วมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีจุดยืนในเรื่องนี้อย่างไร

หากกำหนดกรอบเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐเดิมและที่จัดตั้งเพิ่มใหม่ ในองค์ประชุมของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยจำนวน 27 สถาบันแล้ว (ไม่รวมมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) ปัจจุบันมหาวิทยาลัยของรัฐเดิมที่มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีจำนวนทั้งสิ้น 12 สถาบัน และ ยังคงสถานะเดิม 15 สถาบัน นอกจากนี้หากพิจารณาเฉพาะในส่วนของ 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาตินั้น พบว่ามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติที่มีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ ไปแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 4 สถาบัน ยังคงสถานะเดิม

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนมหาวิทยาลัยที่ยังคงสถานะเดิม ก็ได้มีการดำเนินการในการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ อย่างชัดเจน 3 แห่งคือ 1) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ทั้ง 2 มหาวิทยาลัยนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร์) และ3) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ได้ดำเนินการส่งร่างพระราชบัญญัติฯ ให้ สกอ.แล้ว เตรียมเสนอ ครม.) ดังนั้นในกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติทั้งหมด ยังคงมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ของเราเท่านั้น ที่ยังไม่กำหนดบทบาทเพื่อดำเนินการให้ชัดเจนแต่อย่างใดในการออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ

พ.ศ. 2543: ม.อ. เริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ดำเนินการเรื่องการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยเริ่มดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ... และนำเข้าสู่กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาคมของมหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่กระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติ ฯ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้รับทราบ และการเสนอความเห็นและปรับปรุง โดยมี รศ.ดร.โคทม อารียา เป็นประธานในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกระบวนการของการมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นการรับรู้ร่วมกันในการก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ ตามรูปแบบวิธีการที่พิจารณาความเหมาะสมกับรูปแบบการบริหารมหาวิทยาลัยหลายวิทยาเขตในอนาคต หลังจากนั้น เราก็ได้มีกระบวนการต่อเนื่องตามลำดับเวลา ดังนี้

วัน เดือน ปี                                   เหตุการณ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล

ที่มาของเรื่องนี้มาจากการที่รัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบายให้มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด 20 แห่ง ปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐภายในปี พ.ศ. 2545 โดยวัตถุประสงค์ในการปรับเปลี่ยนตามที่ปรากฏในสมุดปกขาว ของทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง หลักการและแนวปฏิบัติมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มี 2 ประเด็นคือ

  1. เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัว มีประสิทธิภาพเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการจึงให้ปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นส่วนราชการ และ
  2. เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ที่ให้รัฐบาลไทยกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง และชดเชยการขาดดุลของงบประมาณรายจ่ายในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 กรอบนโยบายหนึ่งที่ทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้นต้องรับผิดชอบดำเนินการ คือ การพัฒนาให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งเป็นมหาวิทยาลัยอิสระ (Autonomous University) หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐภายในปี พ.ศ. 2545

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันได้มีหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดลได้ออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ กันมากขึ้น และการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในกำกับฯ มีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับการออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ฯ มหาวิทยาลัยสามารถออกระเบียบในการดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบการเงิน หรือการบริหารบุคคลต่างๆได้เอง ซึ่งจะช่วยให้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เกิดความคล่องตัว และลดความซ้ำซ้อนลงได้ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในปัจจุบันเนื่องจากการจำกัดอัตรากำลังของภาครัฐ

ในขณะเดียวกันระบบบริหารบุคคลที่มีอยู่สองระบบในปัจจุบัน คือระบบข้าราชการ และระบบพนักงานมหาวิทยาลัย โดยที่จำนวนข้าราชการจะค่อย ๆ หมดไป (ปัจจุบันมีจำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยเกือบร้อยละ 50 ของจำนวนข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยรวมกัน) ในอนาคตจะมีแต่บุคลากรที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าระบบบริหารบุคคลจะอยู่ในรูปแบบการมหาวิทยาลัยในกำกับ ฯ โดยปริยาย ดังนั้นถ้าระบบการเงินและระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ปรับเปลี่ยนจะทำให้เกิดอุปสรรคในการบริหารจัดการในภาพรวม

ผมขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาให้เห็นภาพของความคล่องตัวด้านการเงินที่แตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยในกำกับฯ กับมหาวิทยาลัยที่ยังเป็นระบบราชการ โดยยกตัวอย่างของโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ซึ่งปรากฏว่าเงินโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยสามารถโอนเข้าไปเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยในกำกับฯ และสามารถดำเนินการวิจัยได้ทันทีโดยมีความคล่องตัวในการใช้จ่ายเงิน ในขณะที่มหาวิทยาลัยในระบบราชการเช่น ม.อ. และ ม.ข. ต้องรอการโอนเงินแบบเบิกจ่ายแทนกัน (ทำให้การเริ่มทำวิจัยล่าช้ากว่ามหาวิทยาลัยในกำกับอยู่หลายเดือน) การเบิกจ่ายเงินมีขั้นตอนมากมายและมีการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อนทำให้ขาดความคล่องตัวและด้อยประสิทธิภาพ

การเริ่มต้นอีกครั้งของ ม.อ.บนเส้นทางการปรับเปลี่ยนสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ฯ

     

เกือบ 7 ปี นับจากที่ประชุมคณบดีครั้งที่ 13/2549 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ได้มติให้ชะลอการยืนยันร่างพระราชบัญญัติ ฯ มาถึงช่วงเวลานี้ ที่ประชุมคณบดีครั้งที่ 4/2556 วันที่ 4 เมษายน 2556 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตสุราษฏร์ธานี ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการเตรียมการขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยของเราปรับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยให้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโดยมี อธิการบดีเป็นประธาน และมีการแต่งตั้งคณะทำงาน 3 ชุดย่อย เพื่อทำดำเนินการในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ

  1. คณะทำงานยกร่าง พระราชบัญญัติ ฯ โดยมีรองอธิการบดี (อาจารย์พิชิต เรืองแสงวัฒนา) เป็นประธาน และคณบดีคณะนิติศาสตร์ (อาจารย์วศิน สุวรรณรัตน์) เป็นรองประธาน
         
  2. คณะทำงานประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น โดยมี รองอธิการบดีฝ่ายระบบสารสนเทศและโครงสร้างกายภาพ (รศ.ดร.เกริกชัย ทองหนู) เป็นประธาน รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ (รศ.ดร.วรวุธ วิสุทธิ์เมธางกูร) และ รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ เป็นรองประธาน
              
  3. คณะทำงานยกร่างข้อบังคับ ฯ เรื่องต่าง ๆ มีรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน (ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ) เป็นประธาน

อาจจะมีประเด็นคำถามเกิดขึ้นว่า การออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ จะมีผลกระทบต่อบุคลากรและนักศึกษามากน้อยแค่ไหน ในประเด็นของบุคลากรนั้น พนักงานมหาวิทยาลัยจะไม่มีผลกระทบในทางลบ แต่น่าจะมีผลดีมากกว่าเพราะพนักงานมหาวิทยาลัยจะเป็นบุคลากรส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัย และระเบียบต่างๆ จะเอื้อต่อการบริหารบุคคลที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในส่วนข้าราชการนั้นการออกไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจะขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ยกเว้นผู้บริหารที่จะต้องเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามจากตัวอย่างของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ แล้วจะพบว่าข้าราชการที่ออกไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจะได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น

ในส่วนนักศึกษานั้นน่าจะได้รับการบริการที่ดีขึ้นจากการปรับระบบการบริหารจัดการและการเงินที่มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ แต่หลายคนอาจจะตั้งประเด็นว่าการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ จะมีการขึ้นค่าเทอมสูงขึ้น ซึ่งในข้อนี้เป็นการเข้าใจผิดเพราะการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ฯ นั้นรัฐบาลยังสนับสนุนงบประมาณอยู่ ดังนั้นการขึ้นค่าเทอมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ฯ หรือไม่ เพราะในปัจจุบันนี้ถึงแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นค่าเทอมตามอัตราเงินเฟ้อ เช่น ในปี 2557 มหาวิทยาลัยมีแผนที่จะปรับค่าเทอม และจะปรับทุก ๆ 3 ปีตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น

โดยสรุปมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์โดยมติที่ประชุมคณบดี ได้มีจุดยืนที่จะขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทั้งนี้มีแผนการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติ ฯ ฉบับใหม่รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี