พระไพศาล วิศาโล สังคมถูกครอบด้วย “กิน กาม เกียรติ” “โกรธ เกลียด กลัว” ต้องพัฒนารอบด้านทั้งทางวัตถุ สังคม จิตใจ ปัญญา

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในวันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2555 ที่วัดทองนพคุณ คลองสาน กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ กรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่า และผู้มีเกียรติ เข้าร่วม ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กล่าวสดุดีเกียรติคุณพระไพศาล วิสาโล ในฐานะพระนักคิด นักธรรมวิทยากร นักวิชาการ นักเขียน นักปฏิบัติ และมีผลงานที่เป็นคุณูปถัมภ์ให้กับพระพุทธศาสนา หลังจากนั้น ศาสตราจารย์เกษม สุวรรณกุล นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานถวายปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมปอง ทองผ่อง รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี ถวายครุยวิทยฐานะ และ อาจารย์นวมน จันทร์กลิ่น รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ถวายสูจิบัตรปริญญาบัตร

ในโอกาสดังกล่าว พระไพศาล วิศาโล ได้กล่าวสัมโมทนียกถา โดยกล่าวถึง “ธรรมะ” ว่า จะช่วยจัดระเบียบสังคมให้มีความสัมพันธ์อย่างเกื้อกูลกัน เป็นหลักแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ให้สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ด้วยความสงบ ไม่เบียดเบียนกัน ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างพอเพียง ไม่ทำลายธรรมชาติ

ในปัจจุบัน โลกเกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์ด้วยกันที่ไม่ราบรื่น เนื่องจากเอาความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง และเบียดเบียนธรรมชาติ สร้างความเดือดร้อนแก่สรรพชีวิตและจะย้อนกลับมาทำลายมนุษย์กันเองในที่สุด ดังนั้นในสถานะของความเป็นภิกษุสงฆ์ การได้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบเย็นแก่ตนเองอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ควรจะนำเอาสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาเผยแพร่เพื่อให้มนุษย์ตระหนักในการปรับตัวเองเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีได้ เช่นการใช้หลักเมตตาธรรมหรือสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา เพื่อให้เข้าใจกัน ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึง การเป็นมิตรกับตัวเองที่จะทำให้จิตใจเป็นสุข โดยไม่ต้องไปพึงพิงความสุขจากวัตถุ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งของมนุษย์ได้

พระไพศาล วิศาโล กล่าวว่า ทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับการพัฒนามาก แต่เป็นการพัฒนาทางวัตถุ ในทางศาสนา “การพัฒนา” หรือ “ภาวนา” มีความหมายมากกว่าความเจริญทางวัตถุ เพราะต้องเป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งทางวัตถุ สังคม จิตใจ และปัญญา เพื่อการแก้ปัญหาทางสังคมที่ถูกครอบงำด้วย “กิน กาม เกียรติ” และ “โกรธ เกลียด กลัว”

การภาวนาเพื่อนำไปสู่ความสงบ สันติ หรือนิพพาน มี 4 ประการ คือ “กายภาวนา” คือการพัฒนาทางกาย ไม่ให้พบกับโรคภัย ความหิว มีสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลกับชีวิต ทำให้มีความสุขทางกายภาพ “ศีลภาวนา” คือการพัฒนาความสัมพันธ์ พฤติกรรมของคนในสังคมให้ไปในทางที่เอื้อเฟื้อ ไม่เบียดเบียนกัน ต้องอาศัยจริยธรรมความเมตตาต่อกัน “จิตภาวนา” คือการพัฒนาจิตใจให้สงบ มีสันติแก่ตนเอง มีความผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่ทุกข์ มีสุขภาพจิตดี “ปัญญาภาวนา” คือการมีปัญญาที่เจริญงอกงาม รู้จักคิด มีเหตุมีผล หยั่งรู้ถึงความจริงของชีวิตสามประการพื้นฐานคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนสามารถปล่อยวางความเป็นตัวตนได้